คลอดลูกครั้งที่ 2 กับการท้องครั้งที่ 6 ของแม่ก้อย ตอนจบ

Posted on Feb 24 2016 - 2:43pm by แม่ก้อย

IMG_3922ตอนที่ 2 แม่ก้อยอยู่ในสภาพที่ทรมานกับอาการปวดท้อง หลังจากที่แม่ก้อยออกจากห้องน้ำก็เตรียมตัวเดินทางเข้าห้องผ่าตัด โดยมีเจ้าหน้าที่เข็นเตียงมารอรับถึงในห้องเลยค่ะ แม่ก้อยปีนขึ้นไปนอนบนเตียงรถเข็นนั้นด้วยสภาพนอนกอดลูกกรงเกร็งไปตลอดทาง เพราะความปวดท้องที่มีมาเป็นระลอกๆ โดยมีสมาชิกที่ไปด้วยคือ พี่ใหญ่ คุณพยาบาล และเจ้าหน้าที่เข็นเตียง

กว่าจะเดินทางไปถึงห้องผ่าตัดแม่ก้อยต้องผ่านด่านประตูเข้าไปทีละชั้น ๆ ทำให้แม่ก้อยอดนึกถึงซีรีย์เกาหลีที่มีพระเอกเป็นคุณหมอไม่ได้ เมื่อแม่ก้อยไปถึงบริเวณห้องผ่าตัดแล้ว แม่ก้อยต้องนอนรอที่ห้องผ่าตัดก่อนค่ะ เพื่อเตรียมตัวทั้งคุณหมอ คุณพยาบาล เจ้าหน้าที่ และการรอเวลาให้ตรงกับฤกษ์ที่กำหนดไว้ ช่วงระหว่างที่แม่ก้อยรออยู่ในห้องเพื่อรอการเข้าห้องผ่าตัด จิตใจของแม่ก้อยสับสน วุ่นวาย ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการคลอดลูกครั้งแรกของแม่ก้อย หรือการขูดมดลูกในทุกๆครั้งของแม่ก้อย ระหว่างที่นอนรอเข้าห้องผ่าตัดแม่ก้อยจะสติแตกทุกที ร้องห่มรองไห้ อารมย์ผสมปนเปกันไปหมด ทั้งกลัว กังวล ซึ่งแม่ก้อยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ครั้งนี้ก็เช่นกันร้องไห้จนคัดจมูก ปนกับปวดท้องคลอดด้วย

ไม่นานคุณหมอบุญชัยก็เดินเข้ามาเยื่ยมทักทายแม่ก้อย คุณหมอบอกว่าสำหรับวันนี้แม่ก้อยเป็นคิวที่ 2 ในการผ่าคลอด แล้วคุณหมอก็พูดให้กำลังใจ พร้อมๆ กับการขอตัวไปเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเข้าห้องผ่าตัด สิ่งหนึ่งที่แม่ก้อยกลัวมากๆ คือการใส่สายสวนปัสสาวะ แม่ก้อยกลัวเจ็บมากค่ะ ถามคุณพยาบาลก่อนเข้ามานอนรอในห้องนี้ว่าจะใส่สายสวนปัสสาวะเมื่อไหร่ คุณพยาบาลตอบกลับมาว่าใส่ให้หลังจากที่ฉีดยาชาบล็อคหลังเรียบร้อยแล้ว ค่อยยังชั่ว

พี่ใหญ่เองก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัดเหมือนกัน จะว่าไปแล้วอย่าเรียกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า เอาเป็นแค่ใส่ชุดคลุมตัวยาวจากหน้าอกมาถึงหน้าแข้ง พร้อมกับใส่หมวกเท่านั้น แต่ทั้งหมดเป็นชุดที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ พร้อมกับการถูกฆ่าเชื้อมาแล้ว และตอนนี้พี่ใหญ่เดินเข้าห้องน้ำเป็นรอบที่ 3 แล้วของภายในเวลา 1 ชั่วโมงนี้ พี่ใหญ่บอกว่าตื่นเต้นแล้วพี่ปวดฉี่

ในช่วงแรกแม่ก้อยถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัด เหมือนในละครเลยค่ะ คือมีไฟดวงใหญ่เบ้อเร้ออยู่เหนือเตียงผ่าตัด ขนาดของเตียงผ่าตัดแม่ก้อยคิดว่ามันแคบมาก พอดีกับตัวของแม่ก้อยที่นอนหงายพุ่งพลุ้ย แต่แม่ก้อยคิดว่าสิ่งนี้คงถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานที่สะดวกของคุณหมอ คุณพยาบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องมาอย่างดีแล้ว

แม่ก้อยเลือกการผ่าตัดแบบบล็อคหลังค่ะ ที่เลือกแบบนี้ไม่มีเหตุผล ไม่มีการทำการบ้านใดๆมาก่อนทั้งสิ้น เพราะแม่ก้อยปอดแHก อย่างแรงค่ะ กลัวการคลอดลูกเอง กลัวการปวดท้องคลอด กลัวการฉีกขาดของช่องคลอด ที่กลัวอย่างนี้เพราะตอนเป็นนักเรียน คุณครูของแม่ก้อยเล่าประสบการณ์คลอดลูกให้ฟังค่ะ ตั้งแต่นั้นมาตัดสินใจเลยค่ะว่าถ้าคลอดลูกแม่ก้อยขอผ่าคลอดฉีดยาบล็อคหลังอย่างเดียวเท่านั้น

กลับเข้ามาสู่ห้องผ่าตัดต่อนะคะ เมื่อแม่ก้อยเข้าไปในห้องผ่าตัดจะมีวิสัญญีแพทย์มาทำการฉีดยาเพื่อบล็อคหลังให้กับแม่ก้อย ขอเล่าย้อนกลับไปถึงถูกฉีดยาการบล็อคหลังครั้งแรกของแม่ก้อยที่มาจากการคลอดน้องชมพู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ครั้งนั้นวิสัญญีแพทย์ให้แม่ก้อยนอนตะแคง และนอนขดตัวให้มากที่สุดโดยเอาเข่าชิดติดกับหน้าอก และให้คุณพยาบาลช่วยจับตัวแม่ก้อยงอตัวให้เป็นท่ากุ้งมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้บริเวณกระดูกสันหลังปูดออกมามากที่สุดเพื่อการใช้เข็มฉีดยาชาลงไปบริเวณกระดูกสันหลัง ครั้งนั้นฉีดครั้งเดียวผ่านค่ะ ไม่เจ็บใดๆทั้งสิ้น 

แต่ครั้งนี้คุณวิสัญญีแพทย์บอกให้แม่ก้อยขดตัวเองเอาเข่าชิดหน้าอกมากที่สุด จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แม่ก้อยมั่นใจค่ะว่าไม่สามารถทำท่านี้จนกระทั่งกระดูกสันหลังโปนออกมาได้คนเดียวแน่ เพราะพุ่งใหญ่ๆขวางกันอยู่ แต่แม่ก้อยก็ทำตามที่คุณวิสัญญีแพทย์แนะนำค่ะ และการทดลองจิ้มเข็มเข้าไปตรงบริเวณกระดูกสันหลังของแม่ก้อยก็ไม่ผ่าน มันเหมือนกับเข็มทิ่มไปโดนกระดูกดังกึกกึก นี่คือครั้งที่หนึ่ง (ซึ่งแม่ก้อยเข้าใจว่าคุณหมอวิสัญญีแพทย์กำลังพยายามใช้เข็มฉีดเข้ารอยต่อระหว่างกระดูก แต่ไปจิ้มเจอเอากระดูกค่ะ)  เมื่อมีครั้งที่หนึ่ง ย่อมมีครั้งที่สอง และสามตามมา พร้อมๆ กับความไม่เข้าใจของแม่ก้อยว่าทำไม คูรวิสัญญีแพทย์จึงไม่บอกให้พยาบาลมาช่วยจับตัวแม่ก้อยด้วย จะได้เห็นตำแหน่งที่ชัดเจน เหมือนคุณหมอวิสัญญีแพทย์จะได้ยินเสียงในใจของแม่ก้อย คูณหมอฯ บอกให้พยาบาลมาช่วยจับตัวแม่ก้อย และครั้งนี้แม่ก้อยสวดมนต์ตามเลยค่ะในขณะที่คุณหมอฯ พยายามใช้เข็มจิ้มหลังแม่ก้อยครั้งที่สี่ สุดท้ายก็สำเร็จ 

สิ่งหนึ่งทุกการผ่าตัดคลอดของแม่ก้อย คุณหมอฯ บอกมาว่าถ้าฉีดยาบล็อคหลังแล้วให้รีบกลับตัวมานอนท่านอนหงายทันที อันนี้แม่ก้อยก็ไม่ทราบเหตูผลเหมือนกันแต่ก็รีบทำตามค่ะ จากนั้นคุณพยาบาลเข้ามาจัดท่าเพื่อเตรียมผ่าคลอดให้กับแม่ก้อย พร้อมกับใส่สายสวนปัสสาวะ และคุณหมอวิสัญญีก็เริ่มให้น้ำเกลือ และจัดท่าของแม่ก้อยด้วยการจับแขนของแม่ก้อยกางออกทั้งสองข้างพร้อมกับมัดแขนไว้ด้วยติดกับอุปกรณ์ แม่ก้อยไม่ค่อยชอบการจัดท่าเหล่านี้เลยค่ะ มันหลอนๆ ดิ้นไม่หลุดยังไงก็ไม่รู้ จากนั้นคุณพยาบาลก็ตามพี่ใหญ่เข้ามา

พี่ใหญ่เข้ามานั่งอยู่บริเวณศีรษะของแม่ก้อยค่ะ และตั้งแต่หน้าอกของแม่ก้อยลงไปมีฉากผ้ากันเพื่อไม่ให้แม่ก้อยมองเห็นฉากอันหน้ากลัว ไม่นานคุณหมอบุญชัยก็เข้ามาค่ะ ทักทายพูดคุยกับแม่ก้อยและพี่ใหญ่ และบอกว่าถึงไม่ผ่าคลอดวันนี้ แม่ก้อยก็ต้องคลอดวันนี้เพราะแม่ก้อยปวดท้องคลอดแล้ว  จากนั้นคุณหมอบุญชัยถามว่าตรงตามฤกษ์แล้วหรือยัง ผ่าคลอดตอนนี้เลยได้ไหม คุณหมอดูสบายๆ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ และคุณหมอวิสัญญีด้วยเรื่องข่าว ละคร อาหารการกินทั่วไปๆ ส่วนแม่ก้อยก็นอนเกร็ง ลุ้น คอยฟังเสียงลูก 

มีอยู่ช่วงหนึ่งแม่ก้อยรู้สึกว่าร่างกายเหมือนถูกกด ถูกดึง คุณหมอบอกว่ากำลังดึงเอาลูกออกมา และวินาทีสำคัญของการเกิดอีกหนึ่งชีวิตบนโลกนี้ก็มีมาพร้อมกับเสียงร้องอย่างแรงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาแม่ก้อยตั้งชื่อให้เธอไว้ว่า “ตังเม” เวลานั้นเป็นที่สุดของแม่ก้อยแล้วได้ยินเสียงลูก หมายถึงปลอดภัยในระดับหนึ่ง 

เมื่อคุณหมอบุญชัยดึงพี่ตังเมอออกมาท้องแม่ก้อยแล้วเสียงคุณพยาบาล และคุณหมอวิสัญญีแพทย์ พูดกันออกมาว่า “โอ้! ตัวใหญ่ ผิวสวย” เพราะพี่ตังเมเกิดมาน้ำหนัก 3,500 กรัม และผิวมีคราบไขเกาะอยู่น้อยมาก เมื่อคุณหมอเด็กรับพี่ตังเมอไปตรวจเบื้องต้นเรียบร้อยแล้วก็พามาถ่ายรูปครอบครัว ปาป๊า แม่ก้อย และพี่ตังเม ก่อนจะพาพี่ตังเมไปห้อง NICU ห้องรับเด็กแรกคลอด พร้อมๆ กับพี่ใหญ่ที่ตามไปยืนดูปลาบปลื้มน้ำตาไหล ผ่านห้องกระจกอีกเป็นชั่วโมง พี่ใหญ่บอกขอให้เห็นใส่ปลอกแขนให้เรียบร้อย และจำหน้าลูกให้ได้ก่อน กลัวจะถูกสลับลูก พี่ใหญ่เป็นเอามาก แต่แม่ก้อยก็ว่าดีเหมือนกัน  

เมื่อเรียบร้อยเรื่องการคลอดลูกออกมาแล้ว คุณหมอบุญชัยก็ทำการเย็บแผลผ่าตัดให้แม่ก้อย ระหว่างนี้คุณหมอวิสัญญีแพทย์ให้ยากับแม่ก้อยเพื่อจะได้นอนหลับ และได้พักผ่อน ก่อนที่จะตื่นขึ้นมารับมือกับพี่ตังเมในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

FacebookTwitterGoogle+LineShare

Leave A Response